ประวัติและตราสัญลักษณ์
ข้อมูลทั่วไป
อำนาจหน้าที่
วิสัยทัศน์-ยุทธศาสตร์
นโยบายของผู้บริหาร
อัตรากำลัง
แผนการจัดการความรู้
หมายเลขโทรศัพท์ภายใน
ผู้นำชุมชนตำบลทุ่งฝาย
โครงสร้างการบริหารงาน
ผู้บริหาร อบต.
สภา อบต.
หัวหน้าส่วนราชการ
โครงสร้างส่วนราชการ
สำนักงานปลัด
กองคลัง
กองช่าง
กองสวัสดิการสังคม
หน่วยตรวจสอบภายใน
แผนพัฒนาท้องถิ่น
แผนการดำเนินงาน
รายงานผลการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาของ อบต.
ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย
ข้อบัญญัติทั่วไป
รายงานผลการปฏิบัติงาน
รายงานผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรก
รายงานผลการดำเนินงาน 12 เดือน
งานกิจการสภา
ประกาศลดขั้นตอน
รายงานการเงิน
รายงานการเงินรวม
แผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี
รายงานผลการดำเนินงานตามแผนการใช้จ่ายงบประมาณ
งบแสดงฐานะการเงิน
แผนการใช้จ่ายเงินรวมรายไตรมาส
การจัดเก็บและหารายได้
แผนการจัดหาพัสดุ
สรุปผลการจัดซื้อจัดจ้าง
รายงานรายรับ-รายจ่าย
รายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างการจัดหาพัสดุประจำปี
รายงานตรวจสอบภายใน
รายงานการวิเคราะห์ผลการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี
รายงานการวิเคราะห์งบการเงินประจำปี
ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม/คำร้อง/เอกสาร
กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลทุ่งฝาย
รายงานการวิจัยการประเมินความพึงพอใจของประชาชน
กฏหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
อาเซียน ASEAN
คู่มือการร้องเรียนการทุจริตและประพฤติมิชอบ
การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส
ขณะนี้
61 คน
สถิติวันนี้
786 คน
สถิติเดือนนี้
1684 คน
สถิติปีนี้
89335 คน
สถิติทั้งหมด
906414 คน
ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2555
องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งฝาย ขอเชิญชาวตำบลทุ่งฝายร่วมรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่่โล่งแจ้ง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 15 พ.ค. 2568
ชื่อกระทู้ :
การกั้นตำแหน่งหรือล็อกตำแหน่งเพื่อให้เครือข่ายของตนเองเข้ามาสวมสิทธิ์ทำงาน คุณคิดอย่างไร?
ผู้ตั้งกระทู้ :
การกั้นตำแหน่งหรือล็อกตำแหน่งเพื่อให้เครือข่ายของตนเองเข้ามาสวมสิทธิ์ทำงาน คุณคิดอย่างไร?
IP :
202.28.62.74
โทรศัพท์ :
0826799120
อีเมล์ :
c7899@gmail.com
วัน-เวลา :
02 ก.ค. 69 - 09:50 น.
ข้อความ :
การกั้นตำแหน่งหรือล็อกตำแหน่งเพื่อให้เครือข่ายของตนเองเข้ามาสวมสิทธิ์ทำงาน คุณคิดอย่างไร?
การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วที่ คณะดังกลางกรุงอโศกเมื่อ 1 กฏกาคม 2569 เราอยากให้ทุกๆคน
ร่วมกันเป็นพยาน(เนื่องจากต้องใช้เวลาให้เด็กในสังกัดปรับวุฒิ) ว่าเป็นเรื่องจริง ปัจจุบันปฏิบัติงานอยู่แต่มีการกัน
เพื่อปรับตำแหน่งให้เฉพาะพวกของตนเข้าส่วม
การกั้นตำแหน่งหรือล็อกตำแหน่งเพื่อให้เครือข่ายของตนเองเข้ามาสวมสิทธิ์ทำงานในภายหลัง
ถือเป็นพฤติกรรมการทุจริตต่อหน้าที่ราชการอย่างชัดเจน พฤติกรรมนี้ขัดต่อระบบคุณธรรม (Merit System)
และจริยธรรมของข้าราชการอย่างร้ายแรง โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นผ่านสองรูปแบบหลัก คือ
1. การดึงอัตรากำลังไว้ไม่ยอมเปิดรับสมัครบุคคลภายนอก หรือ
2. การจงใจกำหนดคุณสมบัติเฉพาะ (TOR) ที่เอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มเดียวกัน
หากพิจารณาตามข้อกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ พฤติการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบและมีความผิดดังนี้:
1. ความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
- การละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ: ผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจจัดสรรตำแหน่ง แต่กลับจงใจ
หน่วงรั้งตำแหน่งว่างไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้ตนเอง
หรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้
- การรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา: มักมีการอ้างเหตุผลความจำเป็นเท็จ เช่น "สาขาวิชานี้ยังไม่มีความจำ
เป็นต้องรับคนเพิ่ม" หรือ "อยู่ระหว่างปรับปรุงหลักสูตร" เพื่อไม่ให้หน่วยงานกลางดึงตำแหน่งคืน
การรายงานเท็จนี้ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงเช่นกัน
2. ความผิดทางอาญา (สำหรับสถาบันการศึกษาของรัฐ)
- มาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา: เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กฎหมาย ป.ป.ช.: ถือเป็นพฤติกรรมเข้าข่ายการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม
(Conflict of Interest) ซึ่งหน่วยงานต้านทุจริตอย่าง สำนักงาน ป.ป.ช. สามารถเข้ามาไต่สวนและดำเนินคดีอาญาได้
3. ผลกระทบต่อความก้าวหน้าและการลาศึกษาต่อที่ถูกต้อง
- ขัดต่อระเบียบการลาศึกษาต่อ: โดยปกติแล้วระเบียบการลาศึกษาต่อของข้าราชการหรือพนักงานมหาวิทยาลัย
จะต้องมีคำรับรองจากผู้บังคับบัญชาว่า "ไม่กระทบถึงอัตรากำลังที่มีอยู่ และมีผู้ปฏิบัติงานเพียงพอไม่ให้เสียหายแก่ทางราชการ"
การกั้นตำแหน่งจนทำให้งานในภาพรวมเสียหายจึงขัดต่อหลักการนี้โดยตรง
- ตัดโอกาสบุคคลภายนอก: ทำให้สถาบันสูญเสียโอกาสที่จะได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถตรงตามเวลาที่ต้องการ
ใช้ประโยชน์จริง ส่งผลให้ภาระงานตกไปอยู่กับอาจารย์หรือบุคลากรท่านอื่นที่ยังปฏิบัติงานอยู่
คดีฉาวทุจริตสอบราชการในเดือนมิถุนายน 2569 คือ คดีมหากาพย์โกงสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ช. และหน่วยงานต้านทุจริตบุกจับกุมเครือข่ายใหญ่เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 มูลค่าความเสียหายรวมสูงกว่า 4,500 ล้านบาท มีผู้เกี่ยวข้องและกระดาษคำตอบที่ถูกดัดแปลงคะแนนกว่า 3,000 คน
1. จุดเริ่มต้นและการบุกทลายรังโกงที่นนทบุรีคลิปเสียงหลุด: คดีนี้เริ่มระเบิดขึ้นจากคลิปเสียงของสถาบันติวเตอร์แห่งหนึ่ง ที่มีการเสนอขายทางลัดรับประกันการสอบผ่านโดยอ้างว่ามี "คนใน" ช่วยเหลือ
บุกจับฐานปฏิบัติการ: นำไปสู่การบุกตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งถูกใช้เป็นบริษัทบังหน้าในการประมวลผลเอกสารสอบ สามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้ 10 ราย มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและนายหน้า โดยมีตัวการใหญ่ชื่อ "พิชิต" คอยประสาน
2. กลโกงและพฤติการณ์แก้คะแนน "ระดับ VIP"
วิธีแก้คะแนนในระบบ: ขบวนการนี้จะนำกระดาษคำตอบของผู้สมัครที่จ่ายเงินมาทำการคัดลอก ตรวจเทียบกับเฉลย นำปากกาสีแดงมาทำเครื่องหมาย จากนั้นทำการแก้ไขคะแนนในระบบคอมพิวเตอร์ดิจิทัล เพื่อปรับเพิ่มคะแนนให้ผ่านเกณฑ์อย่างน่าเกลียด
ราคาค่าหัวหลักแสน: เครือข่ายจะเรียกเก็บเงินจากผู้สมัครสอบตั้งแต่ 350,000 ถึง 900,000 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความยากง่ายในการแข่งขันของแต่ละพื้นที่ คาดการณ์ว่ามีผู้สมัครยอมจ่ายเงินเข้าสู่ระบบนี้ราว ๆ 9,000 คน
3. ผลกระทบและการสั่งการจากรัฐบาล
สั่งชะลอการบรรจุ: รัฐบาลสั่งการเร่งด่วนให้ ชะลอการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นลอตที่มีปัญหาทั้งหมด (ซึ่งเดิมทีมีกำหนดรายงานตัวและบรรจุในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569) เพื่อไล่ตรวจสอบประวัติและคะแนนเป็นรายบุคคล
ขู่ฟัน "ผลไม้พิษ": นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันคำสั่งให้ ยกเลิกผลสอบในส่วนที่มีการทุจริตทั้งหมด แม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะได้รับการประกาศชื่อหรือเข้าทำงานไปแล้วก็ตาม พร้อมประณามว่าพฤติกรรมนี้เป็นการทำลายระบบราชการและทำร้ายประเทศอย่างรุนแรง
เด้งบิ๊กข้าราชการ: มีการสั่งย้ายอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทำงานได้อย่างโปร่งใส ขณะที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายนอกที่ร่วมจัดสอบในรอบดังกล่าว ก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบกระบวนการภายในเช่นกัน
การเอื้อประโยชน์ให้บริษัทรับเหมาปรับปรุงอาคารและสถานที่ในสถาบันการศึกษา ถือเป็นรูปแบบการทุจริตเชิงนโยบายในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พฤติกรรมนี้จงใจทำลายการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเพื่อมุ่งหมายเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมารายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดิน
กลโกงและพฤติกรรมการเอื้อประโยชน์ที่มักพบการล็อกคุณสมบัติใน TOR: จงใจกำหนดเงื่อนไขที่ละเอียดหรือแปลกประหลาดเกินความจำเป็น เช่น ต้องมีผลงานปรับปรุงอาคารกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่นี้เท่านั้น หรือกำหนดสเปกวัสดุที่ตรงกับบริษัทพวกพ้องเพียงรายเดียว
***การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง: แตกงบประมาณปรับปรุงอาคารก้อนใหญ่ออกเป็นโครงการย่อย ๆ หลายสัญญา เพื่อให้วงเงินแต่ละสัญญาไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้เลือกใช้วิธี "เฉพาะเจาะจง" เพื่อจิ้มเลือกบริษัทที่ต้องการได้ทันทีโดยไม่ต้องประมูล
การสมยอมราคา (ฮั้วประมูล): ผู้บริหารร่วมมือกับนายหน้า นำบริษัทเครือข่ายหรือบริษัทในเครือเดียวกันมายื่นซองแข่งขันบังหน้า เพื่อให้กระบวนการดูโปร่งใสแต่แท้จริงมีการกำหนดผู้ชนะไว้ล่วงหน้าแล้ว
การตรวจรับงานเป็นเท็จ: ยอมปล่อยผ่านให้ผู้รับเหมาใช้วัสดุเกรดต่ำกว่าที่กำหนดในสัญญา หรือตรวจรับงานทั้งที่โครงสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ
ความผิดทางกฎหมายและบทลงโทษ
พ.ร.บ. ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (กฎหมายฮั้ว): มาตรา 12 ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตเอื้อประโยชน์ในการเสนอราคา มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 400,000 บาท
พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560: มาตรา 120 ผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157: ฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีโทษถึงขั้นจำคุกสูงสุดตลอดชีวิต
การจ่ายเงินงวดแรกให้ผู้รับเหมาแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ขึ้นอยู่กับว่าระบุในสัญญาเป็น "เงินค่าจ้างล่วงหน้า (Advance Payment)" หรือ "เงินงวดที่ 1 ตามผลงานจริง (Progress Payment)"
การจ่ายเงินงวดที่ 1 ตามผลงาน (Progress Payment)เป็นการจ่ายเงินเมื่อผู้รับเหมาได้ดำเนินงานเสร็จสิ้นตามที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขงวดที่ 1 ของสัญญาเรียบร้อยแล้ว
พฤติการณ์งานงวดแรก: มักระบุงานโครงสร้างเบื้องต้น
1 กระบวนการตรวจรับ:ผู้รับเหมาส่งหนังสือขอเบิกเงินงวดพร้อมภาพถ่ายผลงาน
2 คณะกรรมการตรวจรับพัสดุและช่างควบคุมงานต้องลงพื้นที่ตรวจสอบหน้างานจริง ว่าตรงตามแบบรูปรายการ (Specification) ใน TOR หรือไม่
3 คณะกรรมการลงนามอนุมัติจึงจะส่งฝ่ายการเงินเพื่อเบิกจ่ายเงินงวดแรก
พิรุธที่ส่อถึงการเอื้อประโยชน์ (ทุจริต) ในกรณีสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานรัฐ
1 จ่ายเงินล่วงหน้าโดยไม่มีหลักประกัน: การปล่อยเงิน 15% แรกไปโดยไม่มีหนังสือค้ำประกันจากธนาคารรองรับ ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
2 การซอยงวดงานแรกให้ง่ายเกินจริง: จงใจเขียนสัญญาให้งานงวดแรกเบากว่าปกติ (เช่น แค่ล้อมรั้วสังกะสีหรือขนเครื่องจักรเข้าพื้นที่) แต่ให้เบิกเงินก้อนใหญ่ (Front-loading) เพื่อให้ผู้รับเหมาพวกพ้องได้เงินไปหมุนล่วงหน้า เสี่ยงต่อการทิ้งงานในงวดถัดไป
3 การตรวจรับงานทิพย์: คณะกรรมการเซ็นชื่อตรวจรับงานงวดที่ 1 ทั้งที่หน้างานยังไม่มีการก่อสร้างจริง หรือใช้วัสดุผิดสเปกต่ำกว่ามาตรฐาน เพื่อเร่งรัดเอาเงินหลวงออกไปให้เอกชน
การที่เจ้าหน้าที่ภายในสถาบันการศึกษาเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมา ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงและเป็นคดีอาญา โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการรับ "เงินทอน" หรือผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อแลกกับการช่วยเหลือผู้รับเหมาในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตั้งแต่เริ่มเขียนโครงการจนถึงขั้นเบิกจ่ายเงินพฤติกรรมการเอื้อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ภายใน และข้อกฎหมายที่ใช้เอาผิด มีดังนี้
1. พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ภายในที่เข้าข่ายเอื้อประโยชน์
- ส่งซิกหรือส่งข้อมูลวงใน: แอบส่งร่าง TOR, งบประมาณราคากลาง หรือรายชื่อบริษัทที่มาซื้อซองให้ผู้รับเหมาพวกพ้องรู้ล่วงหน้า เพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน
- ช่วยเขียนล็อกสเปก: ร่วมมือกับผู้รับเหมาเพื่อกำหนดคุณสมบัติใน TOR ให้ตรงกับบริษัทนั้นเพียงรายเดียว หรือจงใจตัดสิทธิ์บริษัทคู่แข่งรายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม
- ช่วยตรวจรับงานที่เป็นเท็จ: ในฐานะกรรมการตรวจรับงานงวดแรกหรืองวดต่อ ๆ ไป เจ้าหน้าที่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นการใช้วัสดุเกรดต่ำ หรือยอมเซ็นอนุมัติให้ผ่านทั้งที่งานยังไม่เสร็จ เพื่อให้ผู้รับเหมาเบิกเงินไปได้ก่อน
โทษทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โทษทางวินัย: ไล่ออกจากราชการ เพียงสถานเดียว โดยจะสูญเสียสิทธิ์ในการรับบำเหน็จบำนาญทั้งหมดโทษอาญา (มาตรา 157): ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต มีโทษจำคุก 1-10 ปีกฎหมายฮั้วประมูล (มาตรา 12): หากสมรู้ร่วมคิดในการสมยอมราคา มีโทษจำคุก 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต
แสดงความคิดเห็น / ตอบกระทู้
โปรดอ่านก่อนการตั้งกระทู้และแสดงความคิดเห็น
กฎกติกาการตั้งกระทู้และแสดงความคิดเห็น
องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งฝายขอความร่วมมือทุกท่านโปรดงดเว้นการใช้ข้อความที่มีลักษณะหรือเจตนาดังต่อไปนี้
1.
ข้อความอันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ สถาบันพระมหากษัตริย์ และราชวงศ์
2.
ข้อความคำหยาบคาย ลามก อนาจาร ทะลึ่ง เกินที่สุภาพชนทั่วไปจะรับได้ (ถ้าข้อคิดเห็นของท่านมีเหตุผล น่าสนใจ แต่มีบางคำไม่เหมาะสมแฝงอยู่ ก็จะโดนลบทิ้งเช่นกัน)
3.
ข้อความที่มีเจตนาใส่ร้าย-ใส่ความ บุคคลอื่นอย่างชัดแจ้ง และไร้เหตุผลรองรับ
4.
ข้อความท้าทาย ชักชวน โดยมีเจตนาก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท หรือความวุ่นวายขึ้น
5.
ข้อความกล่าวโจมตี หรือวิพากษ์วิจารณ์ในทางเสียหายต่อ ศาสนา หรือคำสอนต่างๆ
6.
ชื่อ / นามแฝงอันเป็นชื่อจริงของผู้อื่น โดยมีเจตนาทำให้สาธารณะชนเข้าใจผิด และเจ้าของชื่อผู้นั้นได้รับความเสียหาย หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง
7.
ข้อความที่พิมพ์ซ้ำๆ ติดกันจำนวนมาก ทำให้หน้าเว็บไม่เป็นระเบียบ
8.
ข้อความที่พิมพ์ข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น เช่น ชื่อจริง เบอร์โทร อีเมล์หรือเบอร์โทรศัพท์ โดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้เกิดความเสียหาย
9.
ข้อความโฆษณาชวนเชื่อทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาเว็บ, สินค้า, บริการ, กลวิธีการหารายได้ทั้งหลาย
หากมีการตรวจพบข้อความดังกล่าวข้างต้น เจ้าหน้าที่ขอสงวนสิทธิ์ในการลบข้อมูลออกจากระบบ โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อผู้แจ้งเรื่องร้องเรียนนั้น
ชื่อ
*
:
โทรศัพท์ :
อีเมล์ :
ข้อความ
*
:
รหัสตรวจสอบ
*
:
กรุณากรอกรหัสในภาพให้ครบถ้วน
กรุณากรอกข้อความตามช่องที่มีเครื่องหมาย "
*
" กำกับให้ครบถ้วน
« กลับไปดูกระทู้ทั้งหมด
หน้าหลัก
|
ข่าวกิจกรรม
|
ข่าวประชาสัมพันธ์
|
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
|
เว็บบอร์ด
|
สถานที่สำคัญ
|
ผลิตภัณฑ์ชุมชน
|
ติดต่อเรา